บทที่ 7 3/1
“เอาผ้ายันต์ไปติดตรงหัวเตียงเอาไว้” เมื่อเดินมาถึงห้องของเพชรสิ่งแรกที่พ่อครูสิงห์เอ่ยกับเขาคือประโยคเมื่อครู่นี้ สายตาคมจ้องมองไปมารอบ ๆ รับรู้ถึงกลิ่นอายดำมืดของเหล่าวิญญาณร้าย
“ครับ(?)” เพชรขมวดคิ้วอย่างงุนงง หากแต่เขาก็รับเอาผ้ายันต์ผืนนั้นมา ก่อนจะนำมันไปติดที่หัวเตียงอย่างว่าง่าย
“คืนนี้ใครเรียกอย่าตอบ เห็นอะไรอย่าทัก” เสียงเข้มสั่งออกมา
“หมายความว่ายังไงครับ”
ดวงตาราชสีห์หรี่มองเขาเล็กน้อย ก่อนที่น้ำเสียงราบเรียบจะเอ่ยออกมา “เอ็งรู้คำตอบดี ไปนอนเสียไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำอะไร”
“แล้วคุณ...”
“ข้าจะไปนอนห้องพระ” พ่อครูสิงห์เอ่ยตอบ
“แต่คุณพ่อบอกให้คุณนอนห้องนี้นะครับ”
“เอ็งอยากจะนอนกับข้าหรือ” เสียงทุ้มต่ำของพ่อครูนั้นเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามจนทำเอาคนฟังสั่นกลัว ทั้งที่เพียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบธรรมดา ๆ เท่านั้น
เพชรพรรณารายเม้มปากพลางห่อไหล่ เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนต้องเกรงกลัวคนตรงหน้าถึงขนาดนี้มาก่อน ทว่าด้วยความเย่อหยิ่งนั้นมีมากกว่า เขาเป็นถึงหม่อมราชวงศ์เชียวนะเหตุใดต้องยอมรับกันเล่า
“ปะ...เปล่าเสียหน่อยใครจะอยากไปนอนกับคุณกัน”
แววตาของพ่อครูสิงห์แปรเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น
“เอ็งไม่ต้องกลัวไปหรอก ไม่มีใครทำอะไรเอ็งได้ถ้ามียันต์ของข้าติดอยู่”
“ขอบคุณครับ” เมื่อเห็นว่าตนไม่ควรจะดื้อดึงอีกต่อไปแล้ว เพชรจึงยกมือไหว้ขอบคุณพ่อครูสิงห์อย่างนอบน้อม
พ่อครูสิงห์แยกตัวออกไปทางห้องพระ ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่เขาเท่านั้น เพชรมองแผ่นยันต์ที่ติดอยู่บนหัวเตียงก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา คืนนี้เขาคงหลับได้เสียที
หลังจากแยกมายังห้องพระแล้ว ร่างสูงของพ่อครูสิงห์ก็นั่งลงตรงพรมหน้าโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปในทันที นิลกาฬหนุ่มก้มลงกราบพระพุทธรูปด้วยความเคารพก่อนจะนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตาลง ตั้งจิตใจให้แน่วแน่นำพาดวงจิตสู่ชาติภพในอดีต
ปีพุทธศักราช ๒๓๐๙
ภาพแรกที่พ่อครูสิงห์เห็นคือบ้านเรือนไทยโบราณสมัยอยุธยาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและหญิงสาวสูงศักดิ์ในชุดสไบเฉียงพาดบ่านั่งร้อยพวงมาลัยด้วยความละเมียดละไม รอบกายรายล้อมไปด้วยบ่าวรับใช้ถึงสามสี่คนด้วยกัน หญิงสาวตรงหน้าช่างมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเพชรพรรณารายในชาตินี้นัก หากแต่สิงหเรศกลับรับรู้ว่านั้นไม่ใช่เพชรพรรณารายอย่างแน่นอน
หญิงสาวตรงหน้ามีใบหน้าคล้ายกับดวงเดือนดารา เส้นผมดำขลับถูกรวบปักปิ่นเอาไว้อย่างละเมียดละไม ผิวพรรณฤาก็ดูสะอาดนวลเนียน สมกับเป็นบุตรสาวออกญา
พ่อครูสิงห์รู้ได้ทันทีว่านางคือใคร แม่รำพึง บุตรสาวคนเล็กของออกญาพิพัฒวรเวช โดยบุตรสาวคนโตมีนามว่า รำไพ ทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน ทว่านิสัยชั่งแตกต่างกันเหลือเกิน ดูจากตอนนี้สิสตรีนามว่ารำไพกำลังลงไม้ลงมือตบตีฝาแฝดของตน
‘กูบอกมึงแล้วมิใช่รึอีรำพึง! ว่าคุณพี่ขุนเป็นคู่หมั้นของกู! รึมึงมิเคยสำเหนียกคิดจะเทียบเคียงกูงั้นรึ’ หญิงสาวผู้ถูกกระทำร้องออกมาน้ำตาคลอพลางเอ่ยคำอ้อนวอน
‘คุณพี่ปล่อยน้องเจ้าค่ะ น้องเจ็บ’
‘จักให้กูปล่อยงั้นรึ มึงมิรู้ความผิดของมึงเลยหนา อีรำพึง’
‘น้องมิได้ทำสิ่งใดผิด คุณพี่ปล่อยน้องเถอะนะเจ้าค่ะ น้องเจ็บ’
‘หึ! คิดว่าที่มึงให้ท่าคุณพี่ขุนของกู กูจักมิรู้ความรึ อีชาติไพร่!’
สิงหเรศพอจะรู้สาเหตุที่นางรำพึงเคียดแค้นเพชรพรรณารายมาบ้างจากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ทว่าเขาก็อยากจะรับรู้เรื่องราวของแรงกรรมนี้ให้มากขึ้น
พ่อครูสิงห์นำพากสิณจิตของตนมายังอีกที่หนึ่ง มันเป็นศาลาริมน้ำของบ้านเรือนไทยหลังเดิม ภาพที่เขาเห็นคือชายหนุ่มผู้หนึ่งแต่งกายด้วยชุดไทยโบราณเต็มยศ สายตาสงบนิ่งทอดมองไปยังสองฝั่งแม่น้ำที่มีผู้คนสัญจรกันไปมา
สิงหเรศรับรู้ได้ทันทีว่าชายผู้นี้คือตัวเขาในชาติก่อน สิงหราช หรือ ขุนราชเดชบริรักษ์ คู่หมั้นคู่หมายของรำไพบุตรสาวคนโตของออกญาพิพัฒวรเวชและยังเป็นสาเหตุการตบตีเมื่อครู่นี้อีกด้วย
สิงหเรศยืนดูอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่ารำไพเดินออกมาพบกับสิงหราช ก่อนที่นางจะสั่งให้บ่าววางชุดสำรับเล็ก ๆ ตรงม้านั่ง สิงหราชเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มก่อนจะนั่งลงทานบัวลอยที่รำไพนำมาให้ตน ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอและดูเหมือนว่าสิงหราชดูจะชอบพอต่อหญิงสาวตรงหน้าพอสมควร ในคราแรกพ่อครูสิงห์คิดว่าเขาต้องโดนบังคับขู่เข็ญให้หมั้นหมายอย่างแน่แท้ ทว่าดวงจิตที่มองเห็นนัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองรำไพเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูต่อหญิงผู้นี้นัก
เขาจึงมั่นใจว่า สิงหราชรักรำไพ มิใช่รำพึง ถึงนางจะร้ายกาจแต่เขาก็มีใจรักมั่นต่อนาง
สิงหเรศในรูปลักษณ์ของดวงจิตมองเห็นเหตุการณ์ความเป็นไปของเรือนหลังนี้ตลอด กระทั่งเห็นว่ารำพึงแอบมองพี่สาวของตนและชายคนรักอยู่จากที่ซ่อนไม่ไกลมากนัก ดวงตาแดงก่ำจ้องมองทั้งสองอยู่ตลอด สิงหเรศจึงรู้ว่ารำพึงแอบรักคู่หมั้นของพี่สาว ดั่งคำที่รำไพปรามาส
สิงหราชและรำไพหมั้นหมายกันตั้งแต่ทั้งคู่ยังอยู่ในท้องเสียด้วยซ้ำ ทว่าออกญาพิพัฒวรเวชท่านกลับไม่คิดว่าตนจะได้บุตรธิดาคราเดียวถึงสองคนด้วยกัน หากแต่เพราะรำไพเป็นพี่สาวท่านออกญาจึงให้นางหมั้นหมายกับบุตรชายของสหายรัก ทั้งสองรักใคร่ชอบพอไปมาหาสู่กันตั้งแต่จำความได้ รำไพเองก็เห็นหน้าชายคนนี้มาโดยตลอด อีกทั้งนิสัยที่ร้ายกาจของนางท่านขุนเองก็รับรู้ทว่าเขากลับมิได้สนใจ
ทว่าเพราะเหตุใดต้องเป็นรำไพด้วยเล่าที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างไป เจ้าคุณพ่อและคุณหญิงแม่ไม่เคยรักนาง นางรับรู้เรื่องนี้อย่างถ่องแท้มาตั้งแต่จำความได้ ถึงแม้จะเป็นแฝดกันแต่รำไพก็ได้ทุกสิ่งทุกอย่างก่อนรำพึงเสมอ ทว่าเรื่องนี้กลับไม่ได้สร้างความเจ็บแค้นใจให้รำพึงเท่ากับเรื่องที่ท่านขุนสิงหราชเป็นคู่หมั้นคู่หมายของรำไพ นางเองก็รักท่านขุนเฉกเช่นเดียวกัน เหตุใดท่านขุนถึงรักแต่เพียงรำไพไม่เคยจะสนใจไยดีนางเลยสักครั้ง นางด้อยกว่าพี่สาวฝาแฝดแสนร้ายกาจคนนี้ตรงไหนหรือ ท่านขุนถึงไม่คิดจะรักนางเลยสักครั้ง
เมื่อครั้งเยาว์วัยรำพึงตกน้ำตรงท่าน้ำหน้าเรือน ครานั้นนางคิดว่าตนจะตายเสียแล้ว ทว่าท่านขุนสิงหราชในวัยเยาว์กลับกระโดดน้ำลงไปช่วยชีวิตนางเอาไว้ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นรำพึงก็มีใจรักมั่นต่อบุรุษผู้นี้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าความรักของนางไม่มีทางเป็นไปได้
ดวงจิตของสิงหเรศที่มองเห็นเหตุการณ์ความเป็นไปตั้งแต่อดีตชาติจนถึงชาติภพสุดท้ายของรำพึง นี่มิใช่ชาติแรกที่เป็นเช่นนี้ พวกเขามีดวงใจผูกพันกันมาหลายชาติภพ
ทว่าชาตินี้รำพึงกลับไม่ยอมไปเกิดเฉกเช่นดั่งที่ผ่านมา นางรอเวลาที่จะได้แก้แค้นพี่สาวคนนี้มานานแสนนานนับร้อยปี รำไพที่ได้ไปเกิดเป็นเพชรพรรณารายในชาตินี้จึงมีวิญญาณตามติดคิดจะคร่าชีวิต
สิงหเรศอยากจะรู้เหตุการณ์ในชาตินี้ให้มากกว่าเดิม ว่าเพราะเหตุใดผีรำพึงถึงได้โกรธแค้นถึงเพียงนี้ สิงหเรศจึงนำพาดวงจิตของตนเดินตามรำพึงที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ออกจากเรือนในยามวิกาลไป กระทั่งนางและบ่าวคนสนิทเดินมาถึงเรือนไทยโบราณใจกลางป่าหลังหนึ่ง
นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองไปรอบ ๆ เรือนไทยหลังนี้ก็เห็นว่ามีทั้งคนและวิญญาณอาศัยอยู่ร่วมกันในเรือนหลังนี้ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงอาคมอันแกร่งกล้าของใครบางคน สิงหเรศจึงรู้ว่าสถานที่นี้คือสำนักของหมอผีสักคนหนึ่ง
แต่เพราะเหตุใดรำพึงต้องมาที่นี่ (?)
ขณะที่กำลังจะตามเข้าไปก็มีเสียงเล็ก ๆ ของใครบางคนเรียกให้เขาตื่นจากญาณเข้าเสียก่อน
‘พ่อจ๊ะ พ่อได้ยินฉันไหมจ้ะ’
